สำนักงานประกันคุณภาพ

MCU Quality Assurance office

คุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ ระดับดี

 

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2563 เวลา 13.00 น. คณะกรรมการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับสถาบัน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มงคล หวังสถิตวงษ์ ประธานกรรมการ รองศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา พัดเกตุ รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชัย รามวรังกูร รองศาสตราจารย์จันทนี เพชรานนท์ และอาจารย์ไฉไลฤดี ยุวนะศิริ นำเสนอข้อมูลผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 มีพระราชปริยัติกวี,ศ.ดร.อธิการบดี และผู้บริหาร เข้าร่วมฟังผลการประเมิน ณ ห้องประชุม 401 อาคารสำนักงานอธิการบดี ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยู่ในระดับ “ดี”

การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับสถาบัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2562 คณะกรรมการตรวจประเมินได้ดำเนินการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม พ.ศ.2563 ตามกระบวนการในระบบประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยใช้ตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบันของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) 13 ตัวบ่งชี้และตัวบ่งชี้เพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ.2561 จำนวน 6 ตัวบ่งชี้ ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 การผลิตบัณฑิต องค์ประกอบที่ 2 การวิจัย องค์ประกอบที่ 3 การบริการวิชาการ องค์ประกอบที่ 4 การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และ องค์ประกอบที่ 5 การบริหารจัดการ รวมทั้งสิ้น 19 ตัวบ่งชี้

มีส่วนงานใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ EdPEx “Education Criteria for Performance Excellence” จำนวน 2 ส่วนงาน คือวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและวิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มงคล หวังสถิตวงษ์ ประธานกรรมการ กล่าวถึงจุดเด่นของมหาวิทยาลัยว่าหลักสูตรบัณฑิตศึกษามีเอกลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและมีผู้สนใจเรียนจำนวนมากมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้พระไตรปิฎกเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและมีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนจำนวนมากซึ่งเอื้อต่อการสนับสนุนการจัดกิจกรรมและงบประมาณของมหาวิทยาลัย

พร้อมกันนี้ยังได้นำเสนอแนวทางเสริมจุดเด่นไว้ว่ามหาวิทยาลัยควรทบทวนกระบวนการประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้กว้างขวางและเป็นที่รู้จักมากขึ้นควรแสวงหาวิธีการสื่อสารและให้ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้บุคคลทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และควรพัฒนาเครือข่ายให้เป็นคู่ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต